นิ่วในถุงน้ำดี ปวดท้องแบบไหนเสี่ยงในการเป็น

  อันดับแรกดูที่สาเหตุก่อน มาจากการที่มีการตกผลึกของแคลเซี่ยม คอเลสเตอรอลในร่างกาย สำหรับใครที่มีอาการปวดท้องที่ถุงน้ำดี ซึ่งจะอยู่ในบริเวณตำแหน่งสะดือ ออกมาทางขวา ถ้าหากว่าใช้นิ้วมือกดลงไปในบริเวณนั้น แล้วรู้สึกเจ็บปวดทรมาน ปวดร้าวในบริเวณไหล่ขวา คลื่นไส้อาเจียน แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย ปัสสาวะมีสีเข้ม อาการเหล่านี้ให้รีบไปหาหมอทันที เพื่อที่จะให้แพทย์ทำการอัลตราซาวด์ ในบริเวณหน้าท้อง ดูว่านิ่วสะสมอยู่ในถุงน้ำดีหรือไม่ ถ้าหากว่าเจอเร็ว พบว่า  นิ่วในถุงน้ำดี อักเสบ จะได้รักษาให้ทันเวลา 

นิ่วในถุงน้ำดี น่ากลัวหรือไม่

นิ่วในถุงน้ำดี

    มาดูกันดีกว่าว่า นิ่วในถุงน้ำดีเป็นโรคที่อันตราย และน่ากลัวหรือไม่ โดยโรคนี้จะเกิดมาจาก ระบบทางเดินอาหารของเรามีปัญหา จึงเรียกได้ว่ามีความอันตรายไม่มาก แต่ถ้าหากว่าคุณไม่ยอมไปรักษา ปล่อยให้เป็นอยู่แบบนั้น อย่างนี้ก็จะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนใหญ่แล้วเพศหญิง จะมีอัตราในการเป็นมากกว่าเพศชาย โดยอายุเฉลี่ยคือประมาณ 30 ถึง 40 ปีแต่ความน่ากลัวของโรคนี้ มันอยู่ตรงที่ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ เกิดความเข้าใจผิดนั่นเอง

นิ่วในถุงน้ำดี

เพราะเมื่อคุณปวดท้อง หลายคนอาจจะคิดว่า ปวดท้องประจำเดือน ปวดท้องเพราะหิวข้าว ปวดท้องเพราะเป็นโรคกระเพาะอาหาร โดยไม่ได้คำนึงว่าตนเองนั้นจะเป็นโรค นิ่วในถุงน้ำดีจึงชะล่าใจ ไม่ยอมไปรักษา จนกระทั่งเกิดอาการรุนแรงขึ้น ดังนั้นถือได้ว่าเป็นโรคที่ค่อนข้างน่ากลัว

สำหรับปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้ มันมีอยู่หลากหลายมากๆ อันดับแรกคนที่เสี่ยงมากที่สุดคือ คนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น เพราะว่าจะมีระดับไขมันในเลือด ที่สูงมากกว่าคนปกติ หรือคนที่ปล่อยให้ตนเองอ้วน จนน้ำหนักเกินมาตรฐาน จะมีการบีบตัวในถุงน้ำดีลดลง

นิ่วในถุงน้ำดีวิธีการรักษา

นิ่วในถุงน้ำดี

    ในปัจจุบันนี้จะมีวิธีการรักษาโรค นิ่วในถุงน้ำดีคือการผ่าตัด โดยจะทำการผ่าในบริเวณหน้าท้อง หลังจากนั้นจะใช้กล้องส่องเข้าไปในช่องท้อง และเป็นการผ่าตัดแบบเจาะรูเล็กมากๆ อัตราสำเร็จสูงถึง 95% แต่ถ้าพบว่าผู้ป่วย เป็น นิ่วในถุงน้ำดีอักเสบแบบเฉียบพลัน อาจจะต้องมีการผ่าตัดที่แผลใหญ่ขึ้น และโอกาสในการสำเร็จก็จะต่ำลงทางที่ดี

นิ่วในถุงน้ำดีไม่ควรที่จะเป็นเลยจะดีกว่า วิธีการป้องกัน ทุกคนสามารถทำได้ นั่นก็คือการรับประทานอาหารที่ครบ 5 หมู่ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่มีประโยชน์ อาหารแปรรูป อาหารปรุงรสจัด อาหารที่มีไขมันสูง เป็นต้น และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมน้ำหนัก และควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ออกกำลังกายอย่างเป็นประจำทุกสัปดาห์             

ติดตามข้อมูลสาระดีๆด้านสุขภาพได้ที่นี่